piya's profile^0^ Friendship Is Begini...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 25

    กำลงจะหมดปีแล้วซินะ

    อีก 6 วัน เราคงต้องเขียนว่าปี 2551/2008
     
    1 ปีผ่านมา ตั้งแต่มกรา-ธันวา มีเรื่องเยอเลย
    ตั้งแต่มกรา-- มีงานบอล มีอะไรอีกจำไม่ได้
    กุมภา---มีงานอำลาทุ่ง มีวาเลนไทน์  มีวันเกิดเรา แล้วก็คงช่วงสอบ
    มีนา---มีเรื่องเศร้าตอนย้ายหอ
    เมษา---ไปบ้านโบว์เก้...(แป๊บเดียวเองเน้อ ผ่านมาแล้ว) ไปทำเค้กโนะบ้านเขม
    พฤษภา---งานรับเพื่อนใหม่
    มิถุนา---เป็นเดือนแห่งการไปรับน้องทั้งโต๊ะแอม และโต๊ะตัวเอง
    กรกฎา---เป็นเดือนแห่งงานและสอบเสียจริงๆ มีนัดเลี้ยงห้อง7/7/07
    สิงหา--ไปสร้างบ้านดินมา สนุกดีเหมือนกัน (แปลกดี)
    กันยา--ทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ ไม่เห้นมีจดเลย
    ตุลา---ก้สอบๆชีวิตอยู่กะงานและสอบ
    พฤศจิ----เห้นเดือนนี้แล้วนึกถึง November ที่เป้นหนัง  เศร้าจัง
    ธันวา---คริสมาสที่แสนเศร้า พร้อมกับผลเลือกตั้งที่ออกมาแล้ว(เหมือนกับอันแรก)
    ส่วนปีใหม่ปีหน้าจะเกิดอะไรกับชีวิตเราบ้างก็ยังไม่รู้ 
     
    นี่เรากำลังก้าวข้ามปีใหม่มา 21 ครั้งแล้วเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อตัวเองเลย
     
    ทำไปแบบไม่มีไรทำ เบื่อทำไมช่วงนี้เรียนน้อย เบื่อ เพระไม่รู้จะทำไร
    August 11

    รักแม่นะ...

    เพลงนี้ให้แม่นะ...รักแม่คะ
     
     
    "ตั้งแต่วันแรกเลยที่เราได้รู้จักกัน จนถึงวันนี้
    หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของเราก็เปลี่ยนไป
    ทุกครั้งที่เราได้พบกัน ได้เจอกัน ได้พูดคุยกัน
    มันทำให้ผมรู้สึกประทับใจและอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันครับ
    ผมก็ไม่รู้นะครับว่าผมรู้สึกอย่างงี้อยู่คนเดียวรึเปล่า
    แต่มันก็นาน…กว่าผมจะเข้าใจและรู้ในใจของผมเอง
    และวันนี้ ผมมีอะไรจะบอกคุณครับ ฟังนะครับ…. "


    …อยากมีคำพูดง่ายๆ อยากกระซิบเธอใกล้ๆ บอกความหมายในหัวใจของฉัน
    ลึกๆ ข้างในนั้น เฝ้ารอคอยด้วยความหวัง ว่าเธอนั้นคงมีใจรู้สึกเหมือนกัน
    คำพูดเพียงสั้นๆ อาจจะฟังดูง่ายๆ แต่ความหมายนั้นมากมาย...กว่านั้น
    จากใจฉัน...ว่าฉันรักเธอ

    (I found you...ใช่….ต้องใช่)

    ฉันก็รู้ว่า...ตัวฉันนั้นรู้สึกเช่นไร
    อยากจะขอให้เธอ ได้โปรด...ฟัง ความในใจ...ของฉันนี้

    …อยากมีคำพูดง่ายๆ อยากกระซิบเธอใกล้ๆ บอกความหมายในหัวใจของฉัน
    ลึกๆ ข้างในนั้น เฝ้ารอคอยด้วยความหวัง ว่าเธอนั้นคงมีใจรู้สึกเหมือนกัน
    คำพูดเพียงสั้นๆ อาจจะฟังดูง่ายๆ แต่ความหมายนั้นมากมาย...กว่านั้น
    จากใจฉัน...ว่าฉันรักเธอ

    แล้ว...ในวันนี้ ขอให้เธอ...ได้โปรดรับฟังฉันอีกสักครั้ง
    คำพูดที่ดังออกจากหัวใจ คงไม่มีคำๆ ไหน แทนคำ...นี้
    นอกจาก...

    (I found you...ฉันพบแล้วคนที่ใช่) 
     
    ป.ล. รักแม่นะคะ รักแม่ทุกวันเลย

     

    นึกไม่ออก

    ที่จริง 2 วันก่อนอยากอัพมากเลย มีเรื่องที่นึกได้เยอะมาก แต่ตอนนี้กลับนึกไม่ออก
    อุตส่าห์นึกอะไรที่เป็นปรัชญาอ่อนๆได้แล้วเชี่ยว
    ไม่น่าพลาดเลยตู
    555+
    วันๆเรานั่งแต่ทำงาน ไม่ก็อ่านหนังสือ ไม่ได้เดินออกไปไหนเกิน 200เมตรเลย
    น่าเบื่อมากๆ
     
     
    วันนี้ไม่รู้จะอัพไรเลย บิวด์ไม่ออก ไปก่อนดีกว่า
     
     
    ป.ล.เพื่อนๆไปไหนกันหมด คิดถึงจังเลย  เหงาพิกล
    อยากดูกีฬาก็ไม่ค่อยมีให้ดู แย่จริงๆ
     
     
    August 01

    การผจญภัยครั้งใหม่ไปกับรถไฟไทย...

    อัพบล็อคฉลองรูปโฉมใหม่  ดูร้อนแรงนะ  แต่เรากลับรู้สึกผ่อนคลายแล้วก็อิสระ  บ้าไปแล้วเรา

    ปิดมาได้ อาทิตย์กว่าๆ เรายังไม่ได้เริ่มทำงานอันมากมายอะไรเท่าไรเลย 

    ต้องบ้าเอาตอนใกล้จาเปิดแน่ๆเลย

    อาทิตย์ที่ผ่านมากลับบ้านที่อุตรดิตถ์มา

    เป็นการเดินทางที่โหดที่สุดแล้วก็ตลกที่สุด

     

    เริ่มจากออกจากบ้านตอนกลางคืนวันศุกร์ 

    พี่ฝนจองตั๋วเที่ยว 22.00 ไว้ให้ เป็นตู้ชั้น 2(เบาะมันจะเอนนอนได้)

    แม่เร่งออกจาบ้านตั้งแต่ทุ่ม40 เราก็โว้ยวายว่าจะรีบไปไหนฟ่ะ

    แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  โอเค ตามใจ

    ถึงหัวลำโพงตอน 2 ทุ่ม โอแม่เจ้า...อีก 2 ชั่วโมง

    เดินเข้าไปกะว่าจะหาที่นั่ง แล้วหาอะไรทำซะหน่อย

    เลยหยิบตั๋วออกมาดู...เอ เรานั่งตรงไหน ขบวนไหน

    ดูไปดูมา....แม่เจ้า  ตั๋วมันวันที่ 28  วันนี้วันที่เท่าไรแม่

    วันที่ 27 ไง  ม่ายยยจริงO_o

    ทำไงล่ะเนี่ย  เป็นเดือดเป็นร้อนอยู่กับแม่ 2 คน

    ไม่เป็นไรไปเปลี่ยนตั๋ว แต่โดนหักตังค์ครึ่งหนึ่ง แล้วเสียเงินเพิ่มด้วย

    โอเค...เดินไปที่ขายตั๋ว  คนเยอะมากเพราะเป็นช่วงเทศกาล

    เต็มหมดครับ มีแต่ตั๋วยืน

    ทุกชั้นเลยเหรอ  ตู้นอนก็ไม่มีเหรอ

    ทำไงดีล่ะ..โทรหาแม่(แม่ยืนเฝ้าของอยู่)

    ยืนก็ยืนทำไงได้....ตั๋วยืนนนนน

    ซ้ำร้ายกว่านั้น ตังค์ก็ไม่ได้คืน 340บาท/คน แถมกูต้องยืนอีก 

    โอ้วววโน้วววววว

     

    ...แต่งานนี้เราไม่ต้องยืนแหละ  เพราะว่ามีที่นั่งเหลือ

    (คือหลังจากเลขที่ 50 ลงไปเค้าจะไม่ขายตั๋ว ดังนั้นคนที่ไม่มีที่นั่งก็ไปนั่งได้)

    เรากับแม่ขึ้นรถมาก่อน(ก็แน่แหละไม่ถึงตั้งแต่กี่โมงล่ะ) ก็เลยได้นั่ง

    แต่ความลำบากก็มากกว่านั้น เพราะหลังจากนั้นคนก็เยอะมโหฬาร

    คนนั่งพื้นกันเลยทีเดียว แม่เราก็แบ่งให้พี่ผุ้หญิงนั่งตรงที่เท้าแขน

    เราแม่ก็มาเบียดเรา...แง่ง

    การเดินทาง 8-9 ชั่วโมง  ถึงบ้านก็ 7โมงเช้าพอดี

    พระเจ้ามากเลย....คิดสภาพคนที่นั่งพื้น 

    จาหลับก็หลับไม่ได้  เพราะพวกขายของก็จะเดินแทบตลอดคืน

     สักครึ่งชั่วโมงก็จะมาที เวลามาทุกคนที่นั่งพื้นก็จะยืนขึ้นพร้อมกันทั้งขบวน

    เป็นภาพทีสามัคคีมากๆ หลังๆช่วยเดินข้ามกูไปเหอะ กูจะนอน

    ส่วนเราก็หลับๆตื่นๆมาตลอดทางนั่งเฝ้าแม่ซะมากกว่า

    นั่งอ่านหนังสือจบไปเล่ม(ตายล่ะขากลับจะอ่านอะไรหว่า)

    เมื่อยมากๆ ไม่ได้ลุกไปไหนเลย  เพราะเดินไม่ได้

     

    ถึงบ้านยายก็กินๆนั่งคุย

    แล้วก็ขึ้นไปบ้านยายไปทำขนม(ข้าวต้มมัดกับขนมใส่ไส้)

    เพราะว่ารุ่งขึ้นจะเป็นวันงานบุญ(อาสาฯ)

    ที่นี่ทุกบ้านต้องทำขนมไปใส่บาตรตอนเช้าที่วัด

    เป็นงานที่เรียนรู้มาหลายปีแล้วก็เลยชิน

    เริ่มจาต้มถั่วก่อนระหว่างนั้นก็ขูดมะพร้าวเอากะทิ

    ขูดแบบมะหมี่นั่นแหละ...แต่ไม่รอด เพราะเราทำช้ามากๆ

    มะพร้าวตั้ง 3 ลูก ยายบอกว่าถ้าเราทำต่อไปสงสัยจะเสร็จพรุ่งนี้

    น้าเราก็เลยว่ารับไปทำต่อ ตอนนั้นเราก็เลยไปอาบน้ำ

    กลับมาอีกทียายนั่งห่อขนมใส่ไส้แล้ว..งานนี้เราถนัดก็เลยไปช่วย

    จากนั้นก็ไปเอาข้าวเหนียวทีแช่ไว้มาผัดๆกับกะทิส่วนเราก็นั่งแกะกล้วย

    แล้วก็เอามาห่อ เรื่องห่อแบบนี้เราไม่เป็น

    ลองแล้วมันไม่สวยเท่ายายเลยปล่อยยายทำ

    ส่วนเราไปฉีกตอกดีกว่า(ที่เค้าเอาไว้มัดอะ)

    ก็ทำไปเกือบเสร็จแล้ว กำลังจะเอาไปนึ่ง แล้วยายก็ร้องขึ้น

    ตายแล้วลืมใส่ถั่ว555+ เลยเกิดเสียงหัวเราะกันลั่นบ้าน

    ลืมบอกไป  เราทำกันอยู่ 3 คน มีเรา ยาย แล้วก็ยายมัน(พี่ของยาย)

    ยายว่าเป็นความผิดของเรา...ซะงั้นอะยาย (ยายบอกเรานั่งบัง ยายเลยมองไม่เห็น)

    ระหว่างคนแก่ 70 กว่าๆ 2 คนกับสาวอายุ 20 อีกคน หัวเราะกันลั่นบ้าน

    แม่ก็หลับอยู่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว....ยายว่าจะมานอนก็ไม่ต้องมาไกลขนาดนี้ก็ได้

    5555+

    กว่าแม่จะตื่นปาไปบ่ายโมง  ก็ไปกินข้าวแล้วก็นอนต่อ  เราก็หลับด้วย

    ตื่นอีกที 6 โมงเย็น  แม่เจ้า...

     

    งานนี้มากินกับมานอนเลยจริงๆกินข้าวเย็นก็นอน(มั้ยล่ะ)

    อีกวันก็ตื่นแต่ ตี4 กว่าๆ ไปทำบุญให้ตา(เราไม่รู้ว่าภาษาถิ่นเค้าเรียกว่าอะไร)

    แล้วก็กลับมาก่อน รอตอน 7โมงก็ไปตักบาตร คนเยอะมาก เต็มศาลาวัดเลย

    กว่าจะแล้วก็ปาไป 9 โมงเช้า กลับบ้านมาก็จัดห้อง ปัดฝุ่นใหม่

    บ้านไม่มีคนอยู่ก็เงี่ยะ มีแต่ฝุ่น คืนแรกนอนแบบอมฝุ่นเลยทีเดียว

    จัดเตียงยายใหม่ เอาที่นอนมาซัก...เช็ดตรงนั้น จัดตรงนี้

    กว่าจะเสร็จก็เที่ยง กินข้าว นอนกลางวันเล่นๆ

    4โมงก็นั่งถูบ้าน แล้วก็กินข้าว(เห็นมั้ยมีแต่กินกับนอนซะเยอะ)

    แล้วก็ไปเวียนเทียน(คนน้อย แต่นานๆเราจะได้เวียนเทียนซะที)

     กลับมาอาบน้ำนอน

    ลืมบอกเลย...นอกจากวันมาจะผิดวันแล้ว  วันกลับก็ผิดวัน

    ที่จริงกะมาคืนวันศุกร์กลับวันอาทิตย์

    พี่ฝนจองเป็นคืนวันเสาร์กลับวันจันทร์ อุตส่าห์จองไว้เป็นเดือน

    ให้มันได้อย่างนั้นดิ...แม่เลยต้องลางาน 1 วัน

    เพราะถ้าเปลี่ยนตั๋วก็ไม่มีอีก เต็มค่ะ

    วันจันทร์ตื่นมาก็เลยเตรียมของกลับ

    เข้ามาในเมือง พายายมาหาหมอด้วย

    แล้วก็แวะซื้อหนังสือ 1 เล่ม(ไว้อ่านขากลับ)

    รถไฟ เลทไป40 นาทีจาก12.36เลทไป13.15

    ขึ้นรถปุ๊บก็หลับปั๊บ(ขากลับได้ที่นั่งชั้น 2 เยี่ยมไปเลย)

    แม่หลับตั้งแต่ บ้านยันกรุงเทพ

    ส่วนเราหลับไปชั่วโมงหนึ่ง แล้วก็นั่งอ่านหนังสือตลอดทาง

    ถึงกรุงเทพก็จบพอดี...เยี่ยมไปเลย

    ขากลับคนก็เยอะเหมือนเดิม แต่เราสัมผัสไม่ได้เพราะเรานั่งชั้น 2

    แต่ก็เห็นคนตอนขึ้นแหละว่ามันเยอะอยู่...

     

    เป็นการนั่งรถไฟที่ระทึก(ว่าจะไม่มีที่นั่ง)ที่สุด

    และก็ตลกที่สุดเท่าที่เคยนั่งมา

    -----จบ--------

     

     

     

     
    July 23

    งานนี้ไม่มีชื่อเรี่อง

    วันนั้นนั่งดูเอเอฟอยู่  กรรมการติชมผู้แข่งขันคนหนึ่งอยู่ บอกว่าคำว่าปิดกั้นตัวเองกับคำว่าเป็นตัวของตัวเอง"มันเป็นเส้นบางๆเท่านั้น
    มันทำให้เราคิดแหละว่านั่นสิ จริงๆแล้วคำสองคำนี้มันต่างกันมั้ย เหมือนกับคำว่าไม่ได้ตั้งใจกับไม่ได้ใส่ใจที่เคยถามเพื่อนๆนั่นแหละ 
     
    พลานไปนึกถึงคำว่าเสียจีเนียสกับคำว่าบ้า(หรือโง่ว่ะ)  นั้นแหละ จริงๆแล้วคนที่เป็นจีเนียสอาจเป็นคนที่บ้าก็ได้แต่เป็นคนบ้าประเภทหนึ่ง
    555อันนี้เรามั่ว  แค่คิดเล่นๆเท่านั้นเอง
     
    เพราะว่าอยากเขียนเรื่องๆหนึ่งแต่จริงๆแล้วเราไม่กล้า...เพราะกลัวผลของมัน
    กลัวแต่ก็อึดอัด...เราไม่รู้ว่าเราควรจะเงียบเรื่องนี้ไปดีมั้ย 
    แต่เราก็ไม่รู้ว่าการที่เราปล่อยไว้อย่างนี้มันก็จะดีแล้วเหรอ
    การเริ่มเป็นสิ่งที่ยาก...เพราะไม่รู้ว่าจะพูดจะเขียนอย่างไรดี
    แต่สิ่งที่ง่ายกว่านั้นคือการเริ่มต้นของการรู้จักกัน  การเริ่มต้นของคำว่าเพื่อน
    เคยได้ยินเวลาเค้าสัมภาษณ์คู่รักมั้ย  คนถามมักจะถามว่า  แฟนของเรามีดีอะไรเราถึงชอบ
    คู่รักก็จะตอบ ตอบ และตอบ  มีน้อยค่มากที่ตอบว่า  เพราะเค้ามีความจริงใจให้กับฉันอย่างมาก
    ส่วนใหญ่ก็จะตอบกันว่า  เพราะเค้าเสมอต้นเสมอปลาย เป้นคนอบอุ่น เป็นคนดูแลเราได้...และอื่นๆ
     
    แต่สิ่งเดียวที่มนุษย์อยากจะได้และต้องการคือความจริงใจต่างหาก 
    เพราะเราต้องการความปลอดภัยของชีวิต(ตามหลักความต้องการของมัสโรว์)
    ถ้าไม่ใช่พ่อแม่และพี่น้อง(ซึ่งบางทีก็มีหรือไม่มี) ความจริงใจที่มนุษย์จะมอบให้กันนั้น
    เราเชื่อว่าเราหามันได้จากเพื่อนเรา...เพียงแค่ความจริงใจเท่านี้นที่เราต้องการจากสังคมกลุ่มหนึ่ง
    เพราะนั้นมันก็ทำให้เรามีพลังและกำลังในการเผชิญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า  แค่เพียงความจริงใจ...
     
    คนที่คบกันเป็นแฟนอาจจะมองหาข้อดีของแฟนตัวเอง  มันรวย มันเก่ง มันเฮงและอื่น..ๆ
    แต่คนที่คบกันเป็นเพื่อน  เราไม่อยากให้มองว่าเพื่อนเรามีดีอะไร...
    ถ้าจะบอก...และตอบคำถามนี้มีเพียงคำตอบเดียว คือเพื่อนเรามีความจริงใจและมันจะเป็นคนสุดท้ายที่เราคิดว่ามันจะทำลายเรา
    นั่นต่างหากที่เรามองกับเพื่อนคนๆหนึ่ง
     
    มนุษย์คนๆหนึ่งต่างก็มีข้อเสียตั้งแต่ตัวเองเริ่มที่จะหายใจได้  และมีมากขึ้นเท่าๆกับนาทีที่เขาหายใจมาตลอดชีวิตของเขา
    แต่สิ่งที่เรากลับไม่มองข้อเสียนั้นๆของมนุษย์ที่เป็นเพื่อนเราเพราะว่ามันจริงใจกับเราไง
    เหมือนที่เราก็จริงใจกับมันเหมือนกัน
     
     
     
    ป.ล.ให้เรามานั่งนึกข้อดีของพวกแก ก็ไม่ได้เหมือนกัน  ถ้าถามข้อเสียล่ะก็  บอกมาเดี๋ยวปริ้นซ์ใส่เอ 4 ไปให้ ฮา
     
     
     
     
     
     
     
    June 18

    มันก็จริงนะ

    เมื่อ เราอยู่มหาลัยเราจะคิดแบบนี้มั้ย ..
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>*-----เรา...ได้อะไร หลายอย่างจากการเข้าแถวเคารพธงชาติ
    >>>>>แม้...มหาวิทยาลัย จะเปิดเพลงชาติเสียงดังเพียงใด
    >>>>>ก็ไม่ได้หมายความว่าเรา กำลังยืนเข้าแถวกันเป็นห้อง---*
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>*----เรา...รู้อะไร หลายอย่างจากกิจกรรมรักการอ่าน
    >>>>>แม้...เราจะจดและบันทึก ความรู้ในมหาวิทยาลัยจะมีมากมายเพียงไหน
    >>>>>ก็ไม่ได้หมาย ความว่าเราต้องส่งอาจารย์---*
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>*----เรา...นั่งกิน ข้าวด้วยกันที่โรงอาหาร
    >>>>>แม้...โรงอาหารที่มหาวิทยาลัย จะใหญ่แค่ ไหน                    ก็ไม่ได้
    >>>>>หมายความว่าเพื่อนเราจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา--- *
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>*----เรา...เดินไป เรียนด้วยกัน
    >>>>>แม้...ตึกและห้องเรียนในมหาวิทยาลัยจะ หรูหรายิ่งใหญ่เพียงไหน
    >>>>>ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนเรา จะนั่งเรียนอยู่ทุกคน---*
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>*----เรา...พูดคุย เสียงดังโหวกเหวกเมื่ออยู่ในห้องเรียน
    >>>>>แม้...ใน มหาวิทยาลัยเราจะพูดคุยเสียงดังเพียง ไหน                  
    >>>>>ก็ไม่ได้ หมายความว่าเพื่อนๆทุกคนจะได้ยิน---*
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>*----เรา...กลับบ้าน ทุกเย็นหลังโรงเรียนเลิก
    >>>>>แม้...บ้านเราจะอยู่ใกล้ มหาวิทยาลัยเพียงไหน
    >>>>>ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนที่อยู่
    >>>>>ใกล้บ้านเราที่สุดจะได้กลับบ้านทุกวัน---*
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>*----เรา...นัดไป เที่ยวกันในวันหยุด
    >>>>>แม้...ใกล้ๆมหาวิทยาลัยจะมีสถานที่ ท่องเที่ยวมาก มาย                  
    >>>>>ก็ไม่ได้ หมายความว่าเราจะนัดเพื่อนไปได้ครบทุกคน---*
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>*----เรา...ถ่ายรูป เก็บเอาทุกภาพความทรงจำไว้
    >>>>>แม้...กล้องดิจิตอลในมือจะ มีความละเอียดสูงสุดถึง 10
    >>>>>ล้านพิกเซลก็ไม่ได้ความว่า จะเก็บภาพเพื่อนๆได้ทุกคนพร้อมๆกัน---*
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>
    >>>>>||||||||||||||||||||||............................
    >>>>>.................||||||||||||||||||||||||

    ......เพื่อน  คือ  คนที่ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน  ..  ก็รักกัน ได้
    ไม่ต้องเห็นกันทุกวัน  .. ก็รักกันได้
    ไม่ต้องหวานใส่ กัน  ..  ก็รักกันได้
    แต่รักอยู่อยู่ฝ่ายเดียว  ..  เป็นเพื่อนกันไม่ ได้
    เพราะเพื่อน  ..
    ไม่ ได้เกิดมาพร้อมหน้าที่  ..  อย่างคำ ว่า ..  พ่อแม่
    ไม่ได้จบลง พร้อมหน้าที่  ..  อย่างคำว่า ..  แฟน
    แต่เกิดจาก  ..
    การกระทำซึ่งกันและกัน
    จะอยู่หรือไป  ..  ใช้  "ใจ" เป็น เกณฑ์
    จะอีกกี่นาน
    เพื่อนก็ ยังเป็นทั้งรอยยิ้ม
    และเสียงหัวเราะที่ไม่มีวันเลือน หาย
     
    เราอ่านเมล์ฉบับนี้แล้วก็คิดถึงตอนเป็นเด็กมัธยม
    มันจริงนะ....
    การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เราไม่ได้จงใจ แต่มันเป็นธรรมดาของชีวิต
    อดีตเป็นสิ่งที่เรามักคิดถึง.....
    June 02

    ก้าวหนึ่งก้าว

    หายไปนาน...
    ขึ้นปี 3 แล้ว
    เปิดเทอมแล้ว
     
     
    คิดแล้วก็รู้สึกหวั่นๆ
    ที่หายไปเกือบเดือนเพราะไปทำงานรับน้องมหาลัยมา...แต่ขอไม่เล่าให้ฟังกันนะ  เพราะว่ามันเอยะมากๆเลย
    เอาเป็นว่า งานนนี้คุ้มค่าคุ้มราคา  เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะมีอีกมั้ย
    ได้เจอเพื่อนๆ  ได้เจองานที่ท้าทาย  มันยิ้มเมื่อทำเสร็จ  มันอิ่มใจเมื่อนึกย้อน  แค่นี้ก็พอ
     
    ตอนนี้เปิดเทอมมาหนึ่งอาทิตย์ 
    ความแตกต่างของชีวิตมีมากขึ้น
    ถ้าปรียบกับการขึ้นบันได  มันเป้นขั้นบันไดที่สูงมากๆ สูงกว่าทุกขั้นที่ผ่านมา 
    คิดแล้วก็เหนื่อยหน่ายกับชีวิต  ไม่รู้ว่าจะเดินยังไง และต้องเจอกับอะไร
     
    คิดถึงรังสิต....
    คิดถึง บี 4/105
    คิดถึงชีวิตที่เราสร้างขึ้น  ไม่ใช่ถูกทำให้เป็น...
    คิดถึงตัวเอง
    คิดถึง....
     
    สวัสดี...เปิดเทอม
     
    May 12

    ไหว้พระ 9 วัด

    เอาบุญมาฝากกันจ้า...
     
    วันนี้ตื่นแต่เช้า  รีบออกจากบ้านไปไหว้พระเก้าวัดกับพี่มา เพราะพี่เรากำลังจะย่างเข้าเบญจเพศแล้ว
    เราเลยชวนมันไปทำบุญซะหน่อย  นี่ถ้าเป็นผูชายจะจับบวชซะ
     
    ตอนแรกยุ้ยว่าจะไปด้วย  แต่พอ 8โมงก็โทรมาเบี้ยวซะงั้น  ไม่เป็นไร ไว้วันหลังก็ได้
     
    ภารกิจวันนี้จึงเริ่มขึ้นตอน 8โมงกว่าๆ
    เริ่มจากนั่งสามล้อไป"วัดกัลยาณมิตร"  วัดนี้อยู่ใกล้บ้านเหมือนกัน  แต่เราแอบเข้าไม่ถูก 
    พอถึงที่วัด ก็จำขึ้นมาได้ว่า ตอนทำพาเรดตอน ม.4 เราเคยมาเช่าชุดกันที่นี่  บางอ้อก็เลยตามมาพร้อมเสียงขำๆของพี่
    ไปไหว้ก็แอบงงๆ  กระถ่างธูปเยอะเกิน  จุดธูปไปคนละ 35 ดอก
    (ลืมบอกไป เราซื้อดอกบัวมา 2 กำ และก็ซื้อธูปมาเองด้วย เพราะไปซื้อที่วัดมันสะดวกก็จริงแต่มันแพงนะ แม้ว่าจะให้หยดตู้เองก็ตาม)
    ตอนเดินออกมา ก็มีเด็ก (ย้ำว่าเด็กๆ) ผู้ชาย 2คนเดินตามพร้อมกับบอกว่า พี่ครับขอตังค์หน่อย  ขอให้พี่สวย ร่ำรวย.....คำพูดเยินยอต่างๆ
    เราก็ทำเดินเฉย....ไม่รู้จะทำไงดี จะให้ไปก็เป็นการส่งเสริมอะ...- -"
     
    หลังจากนั้นก็นั่งรถไป"วัดอรุณฯ "วัดนี้ไปบ่อยแล้ว เลยไหว้พระอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เดินดูพระปรางค์เหมือนอย่างทุกที
    อีกอย่างไม่เอากล้องไปด้วย  ถ้าเอาไปสงสัยกว่าจะครบคงปาไป 2 วัน
    หลังจากนั้นก็นั่งเรือต่อไป"วัดโพธิ์"  วันนี้ฝนทำท่าจะตกอยู่หลายที  กระแสน้ำก็เชี่ยวจนมึนหัว  แต่ก็นะคนดีทำบุญทั่งทีฝนจะตกได้ไง
    ไหว้พระในวัดโพธิ์อย่างรวดเร็ว  แล้วก็เดินๆจากท่าเตียนไปท่าช้างนั่งเรือกลับไป"วัดระฆัง"....
     
    ตรงทางเข้าในวัดระฆังประหนึ่งตลอดสดเลย  มีกะละมังปลาเต็มไปหมด เต่าเอย ปลาเอย  อาหารเลี้ยงสัตว์ เฮ้ย....
    เดินๆเลี่ยงๆไปจนถึงโบสถ์  รู้สึกชอบวัดนี้ เพราะเข้าไปในโบสถ์เหมือนเป็นอีกโลกที่สงบแย็นใจดีแท้  อยากนั่งอยู่นานๆ แต่ก็มีอีกตั้ง 5วัดรอเราอยู่
     
    11 โมงแล้ว เรายังไม่คืบหน้าเท่าไรเลย  นั่งเรือข้ามกลับมา  เดินเข้าวัดพระแก้ว  (เราไม่เคยเดินเข้าไปถึงตัวโบสถ์เลยสักที)
    เดินๆงงๆอยู่หลายที  ทัวร์ลงเยอะแล้ว  คนเยอะมากทั้งไทยทั้งเทศ  เมาฝรั่งเลยเรา
    ความจอแจภายในทำเอาความคลังลดลงหวบห้าบ
    หลังจากนั้นก็เดินวนหาทางออก  ตอนนี้เองเริ่มรู้สึกว่าเมื่อยจัง  เมื่อยอะ  เลยเปลี่ยนรองเท้ากับพี่ผู้ใจดีกะน้องสวยสุดสวย (รองเท้ากัด)
     
    พอออกมาก็เจอฝรั่งเข้ามาถาม  เราก็ยิ้มแย้มเต็มที่ พร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดี  แต่ในใจเวร...ฟังไม่รู้เรื่องเลย 
    พอจับความได้ว่าเค้าจะเข้าวัดพระแก้ว  แต่เพื่อนใส่ขาสั้นมา  จะเข้าได้มั้ย...แบร์ๆๆ
    เราก้เป็นผู้ฟังที่ดีต่อไป ยกหน้าที่ผู้พูดให้พี่เราตามระเบียบ  เอาเลยพวก เรื่องแค่นี้อย่าต้องให้ถึงมือเรา
    หลังจากแยกกะพวกเค้า เราก็ข้ามไปไหว้ศาลหลักเมือง  แล้วก็นั่งรถต่อไป"วัดบวรฯ"
    แล้วก็ไปหาที่กินแถวๆข้าวสาร  เพราะเที่ยงพอดี
     
     
     
    หลังจากนั้นก็เดินไป"วัดชนะสงคราม" วัดนี้เรียบง่าย  เหมาะกับคำว่าวัดโดยแท้
    ต่อจากนั้นก็ไป"วัดสุทัศน์ฯ"แถวๆเสาชิงช้า  ระหว่างทางแวะกินหมูปิ้ง 2 ไม้เพิ่มพลังในการเดิน
    แล้วก็คุยกันว่าจะไปวัดสระเกตุ(ภูเขาทอง)ยังไงดี ระหว่างนั่งรถ หรือเดิน
    แต่อารมณ์เรา  เดินเถอะ ความรู้สึกว่าไม่ไกลหรอก  แต่พี่ก็ชี้ชวนให้มองยอดภูเขาทองที่ไกลอยู่ริบๆ
    เอาน่าเชื่อเถอะ....ใกล้ๆเอง
    ก็เดินขาลากกันไป  แอบสงสารไม่รู้ว่ารองเท้ากัดมันหรือเปล่า
    สุดท้ายก็พากันเดินไปจนถึง...เหนื่อยจัง
    แล้วเท้าเราก็พาร่างไต่ขึ้นไปจนถึงข้างบนจนได้...
     
    ขากลับก็ก้เลยพากันนั่งแท็กซี่....ไหวแล้วเหนื่อยเจ้าคะ
    ถึงบ้านประมาณบ่าน 2ได้มั่ง   พี่เราก็หลับเป้นตายไปถึง  5โมงกว่า 
     ส่วนเรานั่งอ่านนั่งสืออีกครึ่งเล่มจนจบ...พร้อมกับอาการปวดหัว
     
    จบข่าววววววววว
     
     
    May 11

    ประกาศผลเอนท์

    ประกาศ......ผลเอนท์แล้วววววววววววว
     
    เราดูข่าวว่าจะประกาศผลเอนท์พรุ่งนี้แล้ว
    ไม่รู้สิแอบตื่นเต้น(ทำตัวอย่างกับเด็ก ม. 6 )
    ความทรงจำตอนนั้นปิ้งขึ้นมาในหัว....ตื่นเต้นเน้อ
    มันย้อนกลับไปว่า ตอนนั้นเราทำไรอยู่....
    เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
    กริ้งๆ....กริ้งๆ "ไอ้ผึ้งทำไรอยู่ว่ะผลเอนท์ออกแล้ว"....!!!เสียงนิคลอดผ่านโทรสับออกมา
    กรี๊ดดดดด.......ตุ๊บๆ ตุ๊บๆ  (กูวิ่งขึ้นบันได)เปิดคอม  มือไม้สั่นผลเอนท์ออกแล้ว
    วิ่งกลับไปคุยกะนิคอีกรึเปล่าจำไม่ได้  จำได้แต่ว่า นั่งอยู่หน้าคอมคนเดียวตอนฟ้ากำลังจะมืด
    พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า...ประมาณ 6 กว่าๆโมงได้มั่ง
     
    ตอนนี้นั่งฟังข่าวก็แอบตื่นเต้น
    คืนนี้คงมีคนออนเอ็มคุยกัน(อาจจะถึงเช้าคงมี) 
    เปิดหน้าเวปรอ 
    แล้วพรุ่งนี้คงมีเสียงกรี๊ดกร๊าด....มียิ้มบ่นน้ำตา
    และก็มีน้ำตาเฉยๆ
    เป็นประสบการร์ที่ไม่รู้ลืมจริงๆ
    เร็วนะ...2 ปีกว่าๆแล้ว
    ชีวิตเด็กมอปลายที่ต้องเข้าออกกวดวิชาอย่างบ้าคลั่ง หายไปแล้ว 2 ปี
    ชีวิตเด็กใส่กระโปรงสีกรม....เข้าแถวหน้าเสาธง สวดมนต์(บ้าง) ฟังเพลงโรงเรียนทุกเช้า มันจบมา 2 ปีแล้ว
    ตอนนี้มีแต่ห้องเรียน ที่ไม่ต้องเข้าแถวตอนเช้าก่อน
    มีเพื่อนๆ ที่ใส่ชุดไม่ได้เหมือนกัน  นั่งเรียนแบบใครจะเอาก็มาเอาไปเอง
     
    คิดถึงว่ะ....คิดถึงชีวิตเมื่อก่อน
    แอบเศร้าเวลานั่งรถผ่านโรงเรียน(บ้านใกล้ไง..เป็นเด็กจับฉลากเข้า)
    เดี๋ยวคงเปิดเทอม....แล้วเราต้องนั่งรถผ่านทุกวัน
    อยากตื่นเช้า แต่งตัว นั่งอยู่ใต้ตึก 6
    เจอตู้ หวิว แล้วก็โบว์บิดโบว์บิด นั่งอ่านการ์ตูน 
    เดินเข้าไปเม้าส์ ชวนเก็บกระเป๋า(ถ้าวันจัน ต้องไปทำเวร)
    รอนิคกะจิงที่มาสาย
    เข้าแถว สวดมนต์  นั่งพับเพียบ
    แม้ว่าตอนนั้นไม่ชอบก็ตาม
    (อ่อ ที่สำคัญต้องติดป้ายชื่อด้วยห้ามลืม )
     
    พูดถึงป้ายชื่อ อาจจะงง  โรงเรียนเราจะไม่ปักชื่อที่เสื้อ  แต่จะมีป้ายชื่อติดแทน
    ป้ายชื่อก็จะลักษณะเหมือนป้ายชื่อเด็กที่เค้าติดกันให้เด็กนั่นแหละ
    ในป้านชื่อจะมี กระดาษ ตัวอักษรฟอร์นประมาณ 28 พิมพ์ชื่อเรา
    สีกระดาษจะบ่งบอกชั้นปี เช่น ม.1-6 จะเป้น เหลือง ชมพู เขียว ฟ้า แสด ครีม
    หลังป้ายชื่อก็จะพกตารางสอน(ใครทำได้เล็ก ย่อได้เก่งกว่ากัน ถือว่าเจ๋ง แต่เพื่อนเราอาศัยของชาวบ้านเป็นสำคัญ)
    ทำทีหนึ่งก้จะได้ประมาณ 30-40 อันต่อ 1เอ 4 ดังนั้นก็จะมีแจกเพื่อนๆในห้องและต่างห้อง
    นอกจากตารางสอนก็จะมีพวกรูปต่างๆ  รวมถึงเวลาสอบจะมีโพย 5555 อันดีเป็นข้อดีมากๆ
     
    (พิมพ์ไปๆก็ยิ่งคิดถึง)
     
    คิดถึงจริงๆนะ  ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อตอนนี้  อยากกลับนั่งเรียนที่โรงเรียน เป็นเด็กมอปลายอีกครั้ง แค่วันเดียวก็คงดีนะ...><
     
    ป.ล.ไม่รู้เพื่อนๆที่ ศ.น. จะเข้ามาอ่านมั้ย  แต่เดี๋ยวเราจะไปแปะไว้ที่เมล์ดีก่า   คิดถึงเพื่อนๆ 607/103 มากๆเลยนะ  นัดเจอกันเถอะ
    คิดถึง จิง นิค บิด ตู้ หวิวมากกกก.....ปิดเทอมนี้เรายังไม่ได้เจอกันเลยอะ  เอาไว้เปิดเทอมก็ได้นะ เรากะนิคเปิดตั้งแต่ 28 แล้ว แกนัดมา วันที่ 29 ก็ได้ หรือ 1ก็ได้เป็นวันหยุดอยากเจอ....ว่าแต่จิงกลับวันไหนไม่รู้  มีเบอร์ด้วยนะ แต่ผึ้งยังไม่ได้โทรเลยนะนิค หาทมี่โทรไม่ได้
     
    ป.ล.อีกที โฟ่จ๋า ขอบคุณโฟ่มากๆ  รักโฟ่จัง.....เรารู้โฟ่ เรารู้ เราจะคิดให้ได้อย่างนั้นนะ^o^
    เขม....เราอยากฟังเพลงคณะ  เราอยากร้องเป็น
    พลอย...สุขสันต์วันเกิดนะ  มองดูรอบๆดิ  พวกเราอยู่ข้างๆกันทั้งนั้นแหละ สู้ๆ แล้วเจอกันไม่อีกกี่วันข้างหน้า
     
     
     
     
     
    May 08

    คำสอนของแม่...

    คำสอนของแม่ ข้อที่ 1 
    "น้ำขุ่นไว้ในน้ำใสไว้นอก" เป็นคำสอนที่เรารู้จักตั้งแต่เด็กๆเลยนะ
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 2 
    "จงเป็นผู้ให้..." แม่สอนให้รู้จักให้สิ่งต่างๆกับคนอื่น การเป็นผู้ให้ทำให้เราอิ่มใจเสมอ
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 3 
    "คนทุกคนเกิดมามี 2 มือ 2 เท้าเท่าๆกัน ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย"
    ดังนั้นทุกคนมีคักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ต้องรอหวังพึ่งใคร เราเองก็ทำได้เหมือนกับคนอื่นๆทุกคน
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 4
    "อย่าเอาเปรียบใคร"เพราะไม่มีใครชอบให้ถูกเอาเปรียบ
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 5
    "เงินของคนอื่นคือเศษกระดาษ" เป็นคำสอนที่เราชอบที่สุดและมันก็จริงที่สุด
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 6
    "การทำงานที่ดีต้องใช้ใจทำ" ทำอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 7
    "ทำงานของเราให้มากกว่าผลตอบแทนที่ได้เสมอ"
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 8
    "ตั้งต้นด้วยความสำเร็จแล้วเริ่มออกเดิน"
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 9
    "เก็บเกี่ยวโอกาสไว้ให้ได้ อย่าปล่อยให้มันผ่านไป"
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 10
    "จงพูดคำขอโทษและขอบคุณ ออกมาจากใจ"
    เคยเป็นมั้ยพูดแล้วมันจะร้องไห้ นั่นแหละเราพูดมันออกมาจากใจ
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 11
    "ลูกแม่เป็นอะไรก็ได้ อยากทำก็ทำ ทำเลยถ้าเราคิดว่ามันดี"
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 12
    "พ่อแม่ ญาติพี่น้องที่เราดูแล ต้องให้กินอิ่มนอนหลับ"
     
    คำสอนของแม่ ข้อที่ 13
    "เป็นลูกผู้หญิง ต้องเข้มแข็งให้ได้มากกว่าลูกผู้ชาย"
     
    คำสอนของแม่ทุกข้อที่เราเขียนมา แม่เราไม่ได้บอก ไม่ได้พูด แต่แม่ทำให้ดู เป็นให้เห็น ว่ามันเป็นยังไง
    แม่ขา...ผึ้งไม่เคยรู้สึกถึงคำสอนของแม่มากเท่านี้เลย  จนวันที่ผึ้งต้องไปทำงานใหญ่ๆ กับคนมากๆอย่างนี้
    นั่งรถกลับบ้าน...คิดได้ว่าคำสอนของแม่ ผึ้งใช้มันเกือบทุกข้อในวันเดียว 
    เหนื่อยมากๆเลย เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ  แต่ยังดีที่ได้ยินเสียงแม่ทุกวันเหมือนเคย...
     
    รักแม่จัง....มัว มัว
     
     
    ป.ล. ถึงเพื่อนๆผู้น่ารักทุกคน การทำงานนั้นช่างเหนื่อยยิ่ง เหนื่อยใจเป็นสำคัญ... อีกหน่อยเวลาเราออกไปทำงานจริงๆคงไม่ต่างจากนี้ ดีจะได้รู้รสชาติมันซะ
     ถึงแอม...  เราไม่เป็นไรนะแอม มีเรื่องนิดหน่อยอย่างที่แกสังเกตเห็น แต่ไม่เป็นไรมาก ยังยิ้มได้อยู่ ไม่ต้องห่วง คิดถึงแกมากๆเลย
                  ตอนแรกยังแอบเสียดายที่แกไม่ได้อยู่ทำงานด้วยกัน แต่ตอนนี้กลับว่าดีแล้ว เพราะแกคงทนกับคนไม่ได้แน่ๆเลย เดี๋ยวจะเป็นเรื่องเอาซะ ปล่อยให้แกใช้ชีวิตใหม่ๆจะดีกว่า
                  ดูแลตัวเองดีๆนะ อ่านเม้นท์แล้วก็รู้แหละว่าคิดถึง (อัน) 555+ เราเป็นมันอ่านแล้วคงน้ำตาร่วง แค่นี้ยังพอบิวด์ๆตามเลย  คิดถึงนะ อีกเดือนเดียวเอง สู้ๆนะจ๊ะ
    ถึงอัน.....   รู้สึกว่าดีแล้วที่ไม่ชวนอันมาทำงานนี้ อันอาจจะโดนฆ่าหมกศพอยู่แถวๆรังสิต หรือไม่ก็ขึ้นโรงพักโทดฐานทะเลาะวิวาทแน่ๆเลย มันกดดันมากๆเลย อัน คิดถึงจัง ไว้เจอกัน
    ถึงเขม....   ได้ไปทำงานคณะบ้างเปล่า มันชนกันแหละ ขอโทดด้วยที่ทิ้งให้ไปทำคนเดียวเลย จะแอบแวบไปหานะ (ถ้าทำได้) แต่วันแรกพบไปแน่ๆ  ไม่ต้องห่วง
    ถึงโฟ่กะโนะ  โฟ่คงตกใจ ผึ้งเป็นไรไม่เห็นบอกเลย ที่จริงอยากเล่าเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ที่อะ พอมีโอกาสตอนกลับบ้านก็หมดแรงแล้วที่จะพูด ส่วนตอนนี้ไม่มีไรแล้วล่ะเป็นปกติแล้ว           เรื่องเก่าๆจะเล่าให้ฟังทีหลังนะจ๊ะ ไม่ต้องสังสัยไปล่ะ
    April 28

    แถลงการ

    แถลงการที่ 1  เราจะหยุดอัพชั่วคราว
                เพราะติดภาระกิจช่วยชาติ 555+ และอยู่ในช่วงสับสน ประกอบกับต้องทำใจ จึงต้องการที่จะพักผ่อนมากๆ
     
    แถลงการที่ 2    เราคงไม่ได้ติดตามเป็นผีไดชั่วคราว  โดยเฉพาะของแอม(ที่ติดตามอย่างกับผลเอนท์ )
               อาจติดตามอีกทีช่วงประกาศผลสอบเลย (ทำตัวเป้นเด็กเอนท์อีกแล้ว)  ดังนั้นถ้าใครจะอัพก็อัพเลย เดียวตามเม้นท์ทีหลัง (โดยเฉพาะแอมอีกแล้ว) ที่สำคัญของแอมช่วยอัพเร็วๆและเยอะๆด้วย ตาแฉะก็อยากอ่าน  เพราะมันคิดถึงงงงงงงงนะตัวเอง
     
    แถลงการฉบับสุดท้าย  ระวังสุขภาพด้วย  เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ๊อย บ่อย คิดถึงนะ  มัว...มัว!!!
     
     
     
    ........โปรดฟังอีกครั้ง!!!!
    April 06

    เพราะมัน..เรื่องมาก

    ที่ว่าเรื่องมากเนี่ยไม่ได้ด่าใครหรืออะไรหรอก
    แต่เพราะมันมีเรื่องมากจริงๆไมรู้จะเอาอันไหนขึ้นก่อนดี
    แต่อารมณ์และสังขารไม่ให้...เหนื่อยจริงๆเหมือนยายแก่เลย
    ออกจากบ้านเยอะ(สำหรับเรา)...ดิฉันก็เมาเลยดิ เมามลพิษของความเป้นเมือง
    เอาล่ะที่ละเรื่องแล้วกัน
     
     
    วันอาทิตย์ก่อน(ส่วนวันเสาร์ไปเช้งเม้งมา..เหนื่อยและร้อนแทบบ้า)
    ออกจากบ้านไปดูหนังเรื่องแฝด กับพี่มา
    อืม...ดูแล้วก้คิดถึงอัน ไม่ใช่ว่าอันสวยเหมือนมาช่านะจ๊ะ แต่ถ้าลาก(ต้องใช้verb นี้เท่านั้น)อันไปดูด้วยคงสนุก
    ที่สนุกเพราะได้แกล้งอัน...เท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกะหนังแต่อย่างใด
    ส่วนตัวหนัง..พอตเรื่องดีเยี่ยม  แต่ขาดความกลมกล่อมของหนังอะ(ที่จริงไม่กล้าหาญพอที่จะวิจารณ์ แต่ก็นะเป็นความเห็นส่วนตัวเราล่ะกัน)
    ชอบที่สุดคือการจบแบบหักมุมของเค้า...แบบว่าเออ..นั่นดิ...แม่งทำไมคิดไม่ถึงว่ะทั้งๆที่สังเกตเห็นแล้วเชี่ยว
    ไปดูหนังครั้งนี้เหมือนนั่งเรียน 115 เลยอะ ดูแบบลึกซึ้ง(ปกติไม่ใช่ไง) นึกว่าต้องจบต้องทำงานส่งอาจารณ์เลย555+
    ไม่อยากเล่าล่ะกัน เผื่อคนที่ยังไม่ได้ดูแล้วจะไปดู ทั้งๆที่คันปากมากมาย ใครดูแล้วไว้คุยกันนะจ๊ะ
    (อันจ๋า...พิเศษสุดสำหรับอัน...ถ้าอยากจะดูเราดูอีกรอบก็ได้นะ อยากฟังอันกรี๊ด)
     
     
     
    เมื่อวันพฤหัสไปบ้านโบว์เก้มา
    ชีวิตฉันวันนี้เริ่มเร็วว่าคนอื่นๆ เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีหนึ่งไปช่วยแม่จัดของและขายของ (เราเขื่อว่าบางคนยังไม่นอนด้วยซ้ำ)
    แต่วันนี้ไปขายแล้วสนุก...ไม่ค่อยง่วงเท่าไร  ไม่รู้ว่าเป้นเพราะโกโก้สูตรเข้มข้นรึเปล่า(ขมได้อีก..ใครชงว่ะ)
    จำได้ว่ามองนาฬิกาครั้งสุดท้ายตอนตี 3ครึ่ง เผลอแป๊บเดียวจะ 7โมงแล้วเหรอ...คนเยอะจนไม่ได้เงยหน้ามองนาฬิกาเลย
    กว่าจะเก้บร้านเสด...เคลียบิล เช็ดยอดเงิน ก็ปาเข้าไปแปดโมงแล้ว
     
    ตาย5 !!! เลย
     
     นัดโบว์ไว้ 9โมงที่ท่าเป๊บซี่ กว่าจะกลับบ้าน  ไปอาบน้ำสระผม  นั่งรถออกมา แล้วจะทันมั้ยเนี่ย
    พอออกจากบ้าน เป็นอันมาทุกคนเลทเหมือนกันหมด เฮ้ย ดีไป
    กว่าจะนั่งรถไปเจอโบว์ ไปหายุ้ยกะเยล แล้วก็นั่งต่อไปบ้านโบว์เก้อีก
    กะว่าจะเซอร์ไพส์วันเกิด(ล่วงหน้า)ซะหน่อย พิแกดันมายืนรออยู่หน้าบ้านแล้ว
    กลายเป็นพวกเราตกใจแทนเหมือนเด็กทำผิดแล้วโดนจับได้เลย
    ซื้อเค้กมาให้(วันที่ไปซื้อเค้กก็ไปมีเรื่องกับพนักงานขายอีก ดิฉันก็เลยโทรไปแจ้งฝ่ายขายเลย...ก็เท่านั้น)
    บ้านโบว์เก้อารมณ์แบบบ้านสวน(ได้แค่กลิ่นไอเท่านั้น) แต่นั่งแล้วเย็นดี
    ไปถึงก้ไม่มีไร.."หิวข้าวโว้ยยยย มีไรกินบ้าง" แบบว่าพ่อแม่ไม่อยู่ก็ตาสบายเราเลย
    ยุ้ยเจียวไข่ให้กิน แล้วโบว์เก้ก็ยำปลาทูน่า  อร่อยดีแต่คงไม่ใช่เพราะหิว
    นั่งล้อมวงกินข้าวกัน 5 คน สนุกดีมีความสุข (ไม่รุ้ว่าจะมีบรรยายกาศแบบนี้อีกมั้ย เพราะคงไม่ได้อยู่หอแล้ว แอบเศร้านะเนี่ยรู้มั้ย)
    หลังจากนั้นก็ร้องเพลงเป่าเทียนกินเค้ก  (อ้วนไปตามๆกัน)
    เมื่อกินอิ่มก็ต้องนอน...เฮ้ยยย....นอนดูทีวี (พาลให้นึกถึงวันเก่าๆ) แล้วก็คุยกันไปตามนิสัย
    แล้วก้ได้ไปไหว้ยายโบว์เก้ด้วย ไปนั่งอยู่ริมน้ำ(บ้านติดริมน้ำ)แล้วก็กลับ
    ส่งโบว์ขึ้นรถเมล์ที่บิ๊กซี ตอนแรกว่าจะไปคลองสานแต่แบบว่ามันรถติดแล้วก็บ่ายแก่แล้ว
     
    แอบรู้สึกผิดทั้งที่คุยว่าจะพาไปแต่ก็ไม่ได้ไป..ขอกโทดนะโบว์ ไว้วันหลังจะแก้ตัวใหม่
     
    กลับบ้านมาก็นอน...สังขารไม่เที่ยงจริงๆ
    อดนอน แล้วยังตะลอนๆอีก  จะอ้วกเวียนหัวยั่งกับคนแพ้ท้องเพราะความดันเราต่ำ เราดันไม่เจียมตัวเลย
    ทำไรไม่ได้มากนอกจากนอนนิ่งๆ แล้วหลับซะ แต่แม่ก็มาทำลายมันลง ต้องไปนั่งกินๆๆแล้วก็จะนอนต่อ
    แต่นอนไม่ลงแล้ว กลับมานั่งเอ๋อๆหน้าคอมเล่นๆก่อนนอน
     
     
     
    วันนี้ไปดูหนัง(อีกแล้ว) แกก็รู้ว่าเราเป็นคนดูหนังไม่บ่อย
    แต่อาทิดนี้ไปดูมา 2 เรื่อง เลยแปลกสำหรับเรา
    ไปดูเรื่อง"มะหมา"มา  ทั้งๆที่ไม่ค่อยอยากดูเท่าไร(แบบว่ารอดูที่บ้านได้ไง)
    เป้นโรงหนังที่เสียงดังที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
    เสียงดังหมายถึงเสียงคน...
    แบบว่าทั้งเด็ก(ที่เยอะมาก) ทั้งผู้ใหญ่  พากันพูดๆตลอด
    โดยเฉพาะไอ้คนข้างๆ ที่ไม่เด็กแต่ไม่ใช่ผู้ใหญ่
    ไม่รู้มันจะพูดทำไม...หมดอารมณ์เลยตู
    อยากนอนอยู่แล้วด้วย...ไม่รู้เป้นไรช่วงนี้นอนไม่พอทั้งๆที่นอนเยอะมากกว่าต้องเปิดเทอม
    แต่ก็เอาเถอะ...เราก็จัดให้ตามระเบียบ
    เหนื่อยจัง...เหนื่อยแบบว่าไม่รู้ว่าเพราะอะไร เดี๋ยวก็ต้องออกจากบ้านอีก 2 วันติด
    แม่จ๋า...ช่วยลูกด้วย!!!!
     
    ป.ล. โบว์เอ้ย....เราไม่ได้เบี้ยวนะ..แต่ช้าไปนิดเดียวเอง
    สงกรานต์จะไม่อยู่กทม.นะเพื่อนๆ ฝากเฝ้าบ้านด้วยนะ
     
     
     
    April 03

    แถ่กอีกรอบ...เผื่อคนไม่ได้อ่าน

    เกิดอาการนึกออกเรื่องที่มันเป็นความลับที่น้อยคนจะรู้

    นอกเหนือที่เราแถ่กไปแล้วรอบนึง (ในที่อื่น)
    ดังนั้นก็เลยจะเอามาเพิ่มและตัดต่อในส่วนที่อ่านไปได้ออกไป สำหรับเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านเฉพาะในนี้
     

    ข้อที่ 1 เราเป็นโรคประหลาด

    เราเป็นคนท้องร้องเสียงดังมากๆไม่ใช่เพราะว่าเราหิวนะ

    แต่เป็นเพราะท้องเรามันกำลังย่อย(พิมพ์ไปก็เขิน)

    เราสังเกตจะเป็นมากๆตอนที่เรากินน้ำเข้าไปมากๆหลังกินข้าว

    มันจะเกิดอาการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างได้อย่างดี ถ้ายิ่งเงียบยิ่งได้ยินชัดเลย

    หรือถ้าอิ่มๆแล้วมานอนคว่ำด้วยแล้ว พระเจ้า!!!!

    มันจะดังไปไหนเนี่ย

    ดังจนบางครั้งเราอายคนรอบข้าง ขนาดพี่เรามันยังทนไม่ค่อยได้

    มันจะบอกว่า เฮ้ย บอกท้องให้มันร้องค่อยๆหน่อย ฮา

    ญาติกันอีกคน เคยนอนดูทีวีด้วยกัน แล้วพี่เรามันก็นอนตักเรา มันได้ยิน

    หันมาถามเราว่าแกหิวเหรอผึ้ง...ไม่ เราไม่ได้หิวนะ แต่มันกำลังย่อยต่างหาก

    >.<  เขินวุ้ยยย

    ข้อที่ 2 เราอยากเป็นนักขี่จักยานวิบาก 

    อ่านแล้วคงขำกัน

    แต่มันความฝันในวัยเด็กที่แน่วแน่มากๆ

    เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเราชอบขี่จักรยานมากๆ

    เราจะขี่จักรยานได้เป็นชั่วโมง คนเดียว

    แต่ซอยบ้านเราจะขี่สนุกมากๆ เพราะจะมีสะพานสูงมาก

    เวลาขี่ลงสะพานมันส์โคตร

    ชอบแบบว่าขี่เร็วๆแล้วจับเวลา

    ที่สำคัญเราเคยรถล้มต้องเข้าเฝือกแขนซ้ายก็เพราะว่าจักรยานนี่แหละ

    ตอนนั้นรักษาฟอร์มมากเลย เจ็บแทบตายแต่ไม่ร้อง

    เข้าห้องปุ๊บ น้ำตาไหลเลย เจ็บมากๆ

    ตอนนี้เลิกแหละ เพระว่ามันร้อนแล้วตัวดำ

    แต่ถ้าใครเคยซ้อนเราจะรู้ว่าเราขี่น่ากลัวขนาดไหน

    จริงมั้ยแอมมม....

     

    เรื่องที่ 3 พ่อเป็นจุดเปิดต่อมน้ำตา

    อาจจะไม่แปลกเท่าไหร่ แต่ว่าเราจะบ่อน้ำตาตื้นมากกับเรื่องของพ่อ

    ก็นึกนิดหน่อยเราก็สามารถร้องไห้ได้อย่างเป็นเอามาก ทั้งๆที่มันไม่มีอะไร

    อย่างเช่นเคยฝันว่าป๋าตาย (ในฝันเหมือนในหนังเลย มีสั่งเสียก่อนตายแล้วก็ แอ่ก แอก ตาย)

    ตื่นมานั่งร้องไห้ เข้าไปในห้องป๋า นั่งร้องไห้ เข้าไปกอดป๋า(ป๋าหลับอยู่)

    พอเห็นเราป๋าก็ตกใจ(ไม่ใช่เพราะสภาพตอนตื่นนอนของเรา)

    แต่เป็นเพราะเราร้องไห้ไม่ยอมหยุด ป๋าถามก็ไม่พูด แต่รู้ความจริงแล้วป๋าก็นั่งขำเรา(น่าเคืองชะมัด)

    คงเพราะตอนเด็กๆป๋าชอบแกล้งพูดว่าเดี๋ยวป๋าตายแล้วอยู่กันดีๆนะ

    เราจะนอนร้องไห้ทุกคืนเลย แล้วก็จะซึม

    นั่งน้ำตาไหลจนกว่าป๊ามาพูดว่า พูดเล่นๆ

    แต่ก็ทำอีก  แย่ชะมัด

    เรื่องที่ 4 เราจะโยเยมากตอนตื่นนอน

    โดยเฉพาะตอนที่ตื่นนอนตอนเย็นๆ แล้วพบว่าทุกอย่างมืดมากๆ

    ไม่มีใครอยู่ เราพบว่าเราอยู่คนเดียว

    เป็นเหตุการร์ที่ไม่ชอบเอามากๆ

    ครั้งหนึ่งที่หอ ก้นอนตอนเย็นๆอยู่กะโบว์ แต่พอตื่นมาพบว่าเราอยู่คนเดียว

    ห้องมืดหมดเลย ไม่มีใครอยู่ ตื่นมาอยากจะร้องไห้

    ไม่รู้ทำไงโทรหาแม่ แม่บอกว่าเราโยเย...

    โบว์ลุกไปตอนไหนไม่รู้ ไปไหนก้ไม่บอก ฮือออ(รู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันที่มีตลาดนัด)

    ว่าแล้วก็โทรหาโนะ...โนะอยู่ตลาดนัด ก็เลยออกไปหา

    เจอโนะก็ร้องไห้ต่อหน้าโนะ  ก็ความรู้สึกมันยังคงอยู่นี่หน่า

    หลังจากนั้นเราก็จะบอกเมดๆเราทุกคนว่าถ้าเรานอนอยู่จะไปไหนขอให้ปลุกบอกเราก่อน

    ไม่ว่าจะตอนเช้า(ที่เราไม่มีเรียนก็ตาม)หรือตอนเย็นๆ

    เพราะเราไม่ชอบที่จะตื่นมาแล้วมีอาการโหว่งๆ คนเดียวแล้วทุกคนหายไปไหนกันหมด

    แต่เรามักจะไม่พยายามนอนตอนเย็น เพราะไม่อยากเกิดอารมร์แบบนี้ด้วย แล้วก็หงุดหงิดด้วย

    ดังนั้นเราก็เลยเป็นว่าเรานอนตอนเย็นไม่ค่อยจะได้

     

    เรื่องสุดท้าย นึกไม่ออกแอบเลียนแบบแอม

    ถ้าไปเปิดใบสูติบัตรชื่อจริงเราก่อนเป้นปิยะพร คือ

    ด.ญ. เฟิร์น

    เป็นชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ตั้งแต่ยังท้อง

    พอคลอดเลยบอกชื่อเล่นเป็นชื่อจริงไปก่อน

    แต่สุดท้าย ชื่อเฟิร์นก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี เพราะถูกญาติเรียกเป็น

    น้ำผึ้ง แทน เพราะชื่อคล้องกับพี่เรา

    แต่ไปๆมาๆก็เหลือแต่ผึ้งเฉยๆ

    ป๊าชอบบอกว่า ถ้าทุกคนเรียกมันว่าน้ำผึ้ง คงจะหวานกว่านี้

    ตอนนี้เป็นผึ้งเฉยๆ ดุชะมัดเลย

    555+

    จบแล้วแถ่กรอบสองที่นำมารีมิกซ์ใหม่ 555+ ก็ขำขำกันไป

    จะส่งต่อให้ใครดี...

    ให้คุณโบว์โกะ(เมด105ผู้น่ารัก)

    ให้อาเจ๊เราด้วย

    โนะ(ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะเข้ามาอ่านมั้ย)

    อีกคนนึกไม่ออก เอาเป้นว่าใครยังไม่ได้แถ่กก็แถ่กกันไปแล้วกัน

    March 30

    เหตุเกิดจากความเหงา...

     
     
     
     
     
    ขอบคุณระยะทาง ที่ทำให้เราต้องห่างไกล
    ขอบใจเธอเหมือนกัน
    ที่เธอเลือกจากฉันไปแสนไกล

    * ขอบคุณเวลาที่ฉันนั้นไม่มีใคร
    ขอบคุณอารมณ์อ่อนไหว ที่มาทักทายใจ
    ทำให้ฉันได้รู้ หากขาดเธอไป คงอยู่ไม่ไหว

    ** เหตุเกิดจากความเหงา ที่ทำให้รู้ว่ารักเธอ เท่าไร
    ความห่างไกลมันทำให้ฉัน คิดถึงเธอ
    ความอ้างว้างเดียวดายคอยตอกย้ำ.....อยู่เสมอ

    เหตุเกิดจากความเหงา ที่ทำให้รู้เธอสำคัญเพียงใด
    ความห่างไกลมันทำให้ฉัน คิดถึงเธอ
    ยิ่งห่างเหินเท่าไรก็ยิ่งรู้ ว่าเป็นเธอ ที่ฉันรักหมดหัวใจ
    วันนี้มาพบเธอ ด้วยใจที่เดินอย่างอ่อนล้า
    ต้องการมาพบหน้า ต้องการจะบอกว่าพึ่งเข้าใจ

    (ซ้ำ *,**)

    มีคนเคยบอก ถ้าไม่สูญเสียบางอย่าง
    ก็ยังไม่รู้คุณค่าสิ่งนั้น
    เหมือนยังตัวฉัน ที่พึ่งรู้ว่าคืนวัน
    ที่ผ่านมาว่าใครคือคนสำคัญ

     

    ป.ล. จัดให้เลยโดยเฉพาะเวลาช่วงปิดเทอม...

    เหงาจริงจังเลย...

    March 25

    นานมาแล้ว...

    หลังจากไปสัมนาของคณะมา
    อะไรๆก็ทำให้เราหวนคิดถึงเมื่อตอนปี 1
     
    วันที่ 21 มี.ค.
    คุณเมืองแมนนัดเราว่า 7 โมงเช้ารถออกนะผึ้ง
    เราก็ตรงเวลา ทั้งที่ในใจก็คิดว่า มันเป็นเวลาสินสาดรึเปล่า...ถูก!!!จริงตามคาด
    เห็นสมาชิกร่วมชะตากรรมครั้งนี้แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าเราคิดผิดเปล่าอะ
    มีแต่น้องๆปี 1 รุ่นเรามี เรา แมน(มาสายได้อีก) รัก อิง แล้วก็พวก กนศ. อีก
    มีรุ่นพี่ไม่มาก  นอกนั้นก็เป็นปี 1 พวกเป็ด น้องวิน วิด ขาว ฯลฯ ทั้งแก๊ง และก็น้องๆที่พึ่งเคยเห็นหน้าเป็นครั้งแรก
    รถออกจริงๆก็ปาเข้าไป 8 โมง รถติดมากมาย
    รถออกไปนานเหมือนกัน แมนก็ตื่นเต้นขึ้นมาเชียว ต๊ะยังไม่มา สรุปว่าเมนลืมต๊ะ...ยังดีที่แวะรับเอาตามทางได้ทัน
    เรานั่งมา บอกตามตรงแอบเหงาว่ะ เห็นคนอื่นมากันเป็นก๊วน ก็รู้สึกนิดนึง คิดถึงพวกเรา
    ไปถึงสัตหีบก็กินข้าว
    ไม่ต้องห่วง....งานนี้ไม่ได้ไปสบายๆ  เล่นอยู่แต่ในห้องประชุมตั้งแต่บ่ายโมงกว่าถึง ทุ่มนึ่ง แล้วก็ออกมากินข้าว
    2 ทุ่มนัดเจอกันใหม่ ของไม่เล่ารายละเอียดในห้องประชุม เพราะมันเยอะมาก ตอนนี้เราก็จำไม่ค่อยได้แล้ว เอาเป็นว่าสมองบานเลยทีเดียว
    หลัง 2 ทุ่มเป็นอารมณ์แบบเปิดใจของ กนศ. ชุดเก่า และคนอื่นๆ บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียดปนน้ำตาบ้าง
    ตอนจบก็บูม L'art กัน แกรู้มั้ย...มันเป็นบูมที่เรารู้สึกว่ามันขาดหายไปนานเลยในชีวิตเรา
    เป็นบูมที่ต๊ะเรียกภายหลังว่า "เพราะมันมีจิตวิญญาณร่วม" มันเป็นจริงอย่างนั้นนะแก นี่แหละที่มันไม่มีเมื่อตอนที่เราบูมในช่วงหลังๆ
    บูมเสร็จอยากจะร้องไห้ แต่ก็ใช่ที่
     
    หลังจากนั้นก็อาบน้ำแล้วก็ประชุมต่อ ถึง ตี 2 ครึ่งแล้วก็นอน (ทั้งที่ไปถึงยังไม่ได้พักเลยนะเนี่ย)
     
     
     
     
    วันที่ 22 มี.ค.
    ชีวิตวันนี้เริ่มเร็วกว่าคสอื่นๆ กินข้าวเสด(ตามเวลานัด) ก็มีเวลาเดินไปดูเต่า
    ส่วนคนอื่นๆก็นอนกันอยู่
    หลังจากนั้นชึวิตก็อยู่ในห้องประชุม...จนถึง เที่ยง ออกมากินข้าว
    แล้วก้ไปดูเรือหลวงสิมิลัน แล้วก็ไปเยี่ยมนาวิกโยธิน(ผู้ชายทั้งกองร้อยเลยแก ว่าจะใส่กระเป๋ามาฝากเหมือนกัน555+)
    กลับมาก็ 5โมงเข้าไปแล้ว เหนื่อยชิบหาย ฏ้ยังดีมีเวลาให้เราได้พักนิดส์ ก่อนกินข้าว
    (เรื่องกินที่นี่เรื่องใหญ่มากๆ เพราะอาหารเยอะมาก ประหนึ่งกรรมกรเลยทีเดียว)
    อาหารอร่อยนะ แต่ด้วยความเหนื่อยก็ทำให้กินไม่ค่อยลงเท่าไหร่
    หลังประชุมรอบค่ำก็มีการแสดงที่ให้แบ่งกลุ่มคิดมา
    (สามารถเอาไปเล่นรับน้องได้นะแก มีเยอะเลยเดียวเอาไว้จะสอนเล่น)
    มันเป้นช่วงเวลาที่ขำที่สุดในทริปแล้ว ขำแบบตีนกาถามหาเลยที่เดียว
    หลังจากนั้นก็มีบายศรี(ลืมบอกงานนี้มีอาจารย์ไปด้วยนะโว้ยยย เยอะด้วย ดังนั้นมันไม่ได้เป้นค่ายขำๆแต่อย่างใด)
    กว่าจะเสดก็ ตีหนึ่ง  แกคิดว่าเราต้องทำไรต่อ....
    คำตอบคือประชุมงานจ้า.....
    กว่าจาได้นอนก้เกือบตี 3 เหนื่อยมากเลย
    นอนดึกตื่นเช้า....
     
     
     
     
    วันสุดท้าย
    ชีวิตเราก็เริ่มต้นกว่าคนอื่นเหมือนเดิม
    มีเวลากินข้าวแล้วกลับมานั่งชาร์ทมือถิอ เล่นปิงปองกะน้องๆ หึหึหึ รื้อฟื้อลีลาที่ขาดหายไปนาน
    จากนั้นก็ เข้าห้องประชุม(อีกแล้ว) กินข้าวเที่ยงก้กลับบ้าน
    ช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดคือการนั่งรถกลับบ้าน
    ระยะทาง 150 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 7ชั่วโมงกว่า
     
    รถติดมากมายเลยทั้งที่มันคือชลบุรี-กทม.
    เรื่องมีอยู่ว่าพี่รุ่ง(ที่หน้าเหมือนโก๊ะตี๋อะ จำได้ปะ ที่ตอนเราเขามาปีหนึ่งแล้วเค้าเป้นพิธีกรไง)
    ปวดท้องเมนส์แบบหนักมากๆๆ แบบหน้าซีด แทบไม่รู้ตัวเลย เลยต้องเอาไปส่งร.พ. ระหว่างเดินทางกลับ
    ก็แบบว่าวุ่นวายกันไป คนทั้งรถก็เอาพี่รุ่งไปส่งโรงบาล นั่งรอไป 2ชั่วโมง ก็โอเค
    มันเลยยิ่งเย็นเข้าไปใหญ่ รถก็ติด แถมมาทางบางนาด้วย วันศุกร์ด้วย จบข่าว
    ไอ้ผึ้งถึงบ้านตอน 2 ทุ่มครึ่ง ทั้งๆที่ออกจากชลบุรีตั้งแต่ บ่ายโมงกว่าใช้เวลาเท่ากับเดินทางไปพิษณุโลกเลย
    แต่ก็โอเคดีนะ
     
     
     
     
    ระหว่างอยู่ที่โน่นคิดถึงพวกเราเป็นพักๆ แบบว่าจะถ่ายรูปก็เหงาๆ ปกติต้องแย่งๆกันถ่าย
    แต่ตอนอยู่โน่น กูถือกล้องถ่ายแต่วิวทั้วไป 
    นั่งรถก็เหงา 
    ตอนเล่นเกมส์หรืออะไรตลกๆก็ไม่รู้จะหันไปฮากะใครดี
    ตอนเต้นสันก็เต้นอยู่อย่างเก้อๆ
    ตอนบูมเป็นตอนที่ยิ่งเศร้าใหญ่ เพราะมันเป็นตอนที่เราจำได้ว่าเราไม่เคยบูมที่ไหนแล้วไม่มีพวกแก
    อยากให้พวกแกมานะเนี่ย ทั้งๆมันไม่ได้สนุกนักหรอก แต่แค่รู้สึกว่าอยากใช้เวลาร่วมกันก็เท่านั้นเอง
     
     
     
    คิดถึงนะโว้ยยยยยยยยยยยยยยย
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    March 11

    เริ่มฉลาดแล้วเรา

    โอ้แม่เจ้า...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง...
    เป็นการเขียนสเปซครั้งแรกนะเนี่ย...พึ่งจะเริ่มที่อยากจะเรียนรู้
    ถ้าภาษาแนวๆหน่อยต้องบอกว่า...เริ่มที่อยากจะออกจากกะลา
    (เหมือยกำลังด่าตัวเองเลย)
     
    อยากรู้อะว่าสถิติของคนที่เขียนสเปซครั้งแรก เค้าเขียนเรื่องไรกัน
    เออ...น่าคิดว่ะ
     
    ส่วนเรา...ไม่รู้จะเขียนไรจริงๆ คงต่างจากโฟ่ล่ะมั่ง
    นึกไว้เยอะ ดองไว้แยะไม่รู้จะเขียนไรก่อนดี 555+
    ตอนแรกว่าจะเขียนแฉ(ตัวเอง)ไว้ในนี้ แต่เอาเข้าจริง เมื่อคิดอย่างรอบครอบแล้ว
    มันเป็นการเสี่ยงมากที่ข้อมูลอาจรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ 3 ที่ไม่ปรารถนาให้ทราบได้
    เพราะฉะนั้นก็ติดตามอ่านเอาได้ที่บอกไว้ในไดแอมล่ะกัน
    ถ้าหาไดแอมเจอก็จะรู้ว่าจะหาอ่านต่อได้ที่ไหน...งั้นจบลงแค่นี้ล่ะกัน 
    (ทำไมชีวิตเราถึงซับซ้อน ซ้อนเงื่อนขนาดนี้ว่ะ)